สรุปเนื้อหา
สรุปบทที่ 1
มาตรฐาน IT องค์การมาตรฐาน
องค์การมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งองค์การที่กำหนดมาตรฐาน มีมาก เช่น ISO, ITU, IEEE, ANSI, BS, W3C, EU, CISSP, CISA, SEI…..รวมไปถึงบริษัทซึ่งก็ได้สร้างมาตรฐานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตนเองด้วย
ITIL คือ IT Infrastructure Library
เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวกับการให้บริการด้านไอทีของศูนย์คอมพิวเตอร์หรือฝ่ายไอที
ปัจจุบันได้รับความสนใจ และมีผู้นำไปใช้มาก ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีผู้สนใจศึกษาและนำไปใช้เช่นกัน
ISO คือ องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบันมีสมาชิก143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล
สรุป
การบริหารงานไอทียุคใหม่ควรอาศัยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมาตรฐานเกิดจาก best practices ที่หน่วยงานหลายแห่งใช้ แล้วนำมาพิจารณาร่วมกันว่าการปฏิบัติแบบใดดี แล้วร่างเป็นมาตรฐานขึ้นมาตรฐานสำคัญที่จำเป็น คือมาตรฐานเกี่ยวกับการให้บริการไอที (ITIL, ISO 20000 และ CMMI for Services), มาตรฐานในการพัฒนาซอฟต์แวร์ (ISO 12207, 15504, 29001 และ CMMI), มาตรฐานการรักษาความมั่นคงของไอที (BS7799, ISO27000)
สรุปบทที่ 2
IEEE คือ สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ
มาตรฐาน IEEE แบ่งออกได้ดังนี้
IEEE 802.1 การบริหารจัดการระบบเครือข่าย
IEEE 802.2 ถูกออกแบบใน LLC ไม่ต้องการให้เครื่องรู้จักกับ MAC sub layer กับ physical layer
IEEE 802.3 สำหรับเป็น โปรโตคอลมาตรฐานเครือข่าย Ethernet ที่มีอัตราเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps
IEEE 802.4 มาตรฐาน IEEE 802.4 เป็นมาตรฐานกำหนดโปรโตคอลสำหรับเลเยอร์ชั้น MAC
IEEE 802.5 เครือข่ายที่ใช้โทโปโลยีแบบ Ring
IEEE 802.6 กำหนดมาตรฐานของMANซึ่งข้อมูลในระบบเครือข่ายถูกออกแบบมาให้ใช้งานในระดับเขต
IEEE 802.7 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบ Broadband
IEEE 802.8 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีเคเบิลใยแก้วนำแสง
IEEE 802.9 ใช้กำหนดการรวมเสียงและข้อมูลบนระบบเครือข่ายรองรับ
IEEE 802.10 ใช้กำหนดความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย
IEEE 802.11 ใช้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีสำหรับ WLAN
IEEE802.12 ใช้กำหนดลำดับความสำคัญของความต้องการเข้าไปใช้งานระบบเครือข่าย
IEEE 802.14 ใช้กำหนดมาตรฐานของสาย Modem
IEEE 802.15 ใช้กำหนดพื้นที่ของเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล
IEEE 802.16 ใช้กำหนดมาตรฐานของ Broadband แบบไร้สาย หรือ WiMAX
สรุปบทที่ 3 ตัวกลางสื่อสาร
เครือข่ายLAN โดยแยกออกเป็น 4 มาตรฐาน ได้แก่
1. มาตรฐาน 10BASE เป็นมาตรฐานซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์กร IEEE ใช้เป็นสายสื่อสาร
มาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลด้วยโปรโตคอล CSMA/CD
2. มาตรฐาน IEEE 802.4 IEEE 802.4 เป็นมาตรฐานของโปรโตคอลแบบ Token Bus สายสื่อสารที่ใช้เป็นมาตรฐานอยู่ 3 แบบคือ
สาย Broadband เป็นสายโคแอกเชียล สำหรับการส่งสัญญาณแบบบรอดแบนด์ สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วต่างกันคือ 1, 5 และ 10 เมกะบิตต่อวินาที สำหรับช่องทางซึ่งมีแบนด์วิดท์เท่ากับ 1.5, 6 และ 12 MHz ตามลำดับ ในสายสื่อสารเดียว
3. มาตรฐาน IEEE 802.5 คือ สายเกลียวคู่แบบมีชีลด์
มี 2 อัตราเร็วของการส่งข้อมูลคือ 1 และ 4 Mbps สำหรับเครือข่าย LAN แบบ Token-Ring
อีกมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันคือมาตรฐานของ IBM ซึ่งมีสายสื่อสารให้เลือก 2 แบบ คือ
- สายเกลียวคู่แบบไม่มีชีลด์ อัตราเร็ว 1 และ 4 Mbps
- สายเกลียวคู่ แบบมีชีลด์ อัตราเร็ว 16 Mbps
4. มาตรฐาน FDDI เป็นสายมาตรฐานสำหรับโปรโตคอลแบบ FDDI (Fiber Distributed Data Interface) ซึ่งเป็นโปรโตคอลสำหรับเครือข่าย LAN แบบ Token-Ring เช่นกัน โดยมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลถึง100 Mbps
สรุป
คลื่นไมโครเวฟถูกใช้สำหรับการสื่อสารแบบยูนิคาสต์ (unicast) เช่น โทรศัพท์แบบเซลลูล่าร์ เครือข่ายดาวเทียม และแลนแบบไร้สาย(wireless LANs สัญญาณอินฟราเรดสามารถใช้สำหรับการสื่อสารช่วงสั้น ๆ (short-range communication) ในบริเวณปิดโดยใช้การแพร่สัญญาณแบบแนวสายตา (line-of sight propagation)
บทที่ 4เครือข่าย Ethernet (IEEE 802.3)
มาตรฐาน IEEE 802.3 ออกแบบมาสำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบ CSMA/CD ต้นกำเนิดของมาตรฐานนี้มาจากระบบอะโลฮ่า (Aloha) ซึ่งได้รับการเพิ่มขีดความสามารถโดยบริษัท Xerox เริ่มมาจากบริษัทXerox ได้สร้างระบบเครือข่ายเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 100 เครื่องในบริษัท โดยมีความยาวของเครือข่ายได้ถึง 1กิโลเมตร และมีอัตราในการส่งข้อมูลถึง 2.94 Mbps ระบบนี้เรียกว่า อีเทอร์เน็ต (Ethernet)
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ มาตรฐาน IEEE 802.3 ได้กำหนดไว้ สำหรับการสื่อสารแบบ CSMA/CD บนสายสื่อสารชนิดต่างๆ เช่น กำหนดค่าตัวแปรไว้สำหรับสื่อสารที่ความเร็ว 10 Mbps บนสายโคแอกซ์ (Coaxial ) ขนาด50 โอห์มเท่านั้น ค่าตัวแปรสำหรับตัวเลือกอื่นๆ ได้รับการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง IEEE 802.3 Ethernetสำหรับมาตรฐาน 802.3 จะอธิบายถึง LAN ทั้งหมดที่ใช้หลักการของ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection) ที่มีอัตราการส่งข้อมูลตั้งแต่ 1 Mbps ถึง 100 Mbps และใช้สายส่งชนิดต่างๆ นอกจากนี้มาตรฐาน IEEE 802.3 และอีเทอร์เน็ตยังมีบางส่วนของส่วนหัวของข้อมูล (Header) แตกต่างกันบ้าง (ฟิลด์ความยาวของ IEEE 802.3 ถูกใช้บ่งบอกชนิดของ Packet ในมาตรฐานอีเทอร์เน็ต)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามาตรฐาน IEEE 802.3 จะอธิบายถึง LAN ที่ใช้วิธีส่งข้อมูลแบบ CSMA/CD ส่วนอีเทอร์เน็ตนั้นจะหมายถึงผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งของแลนแบบ IEEE 802.3
IEEE แบ่ง IEEE 802.3 เป็น 2 กลุ่มคือ baseband และ broadband พิจารณาจากลักษณะของสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งลงไปในสาย Baseband ใช้สัญญาณแบบ digital สำหรับสื่อสารในสาย มี 5 มาตรฐานคือ 10Base5, 10Base2, 10Base-T, 1Base5 และ 100Base-T Broadband ใช้สัญญาณแบบ analog สำหรับสื่อสารในสาย มีมาตรฐานเดียวคือ 10Broad36
10Base5: Thick Ethernet แต่ละเซกเมนต์ยาวไม่เกิน 500 เมตร ความยาวรวมทุกเซกเมนต์ไม่เกิน 2500 เมตร
มีจำนวนเครื่องสูงสด 200 เครื่องในแต่ละเซกเมนต์ และทั้งหมดไม่เกิน 1000 เครื่อง ใช้สาย RG-8 เป็นสายหลักของเซกเมนต์ การต่อไปยังเครื่องใช้ Transceiver ต่อออกจากสายหลัก หรือเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า Medium Attachment Unit (MAU) ใช้สาย AUI ต่อจาก MAU ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
บทที่ 5เครือข่าย Token Bus และ Token Ring
การทำงานและหน้าที่ของ MAC ในรูปแบบ Token passing ส่วนประกอบของเฟรมข้อมูลของ IEEE 802.4
Preamble มีความยาว 1 ไบต์ แต่ละไบต์จะมีข้อมูลเหมือนกันหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับได้มีโอกาสรู้และเทียบสัญญาณนาฬิกาของตนเองกับผู้ส่งให้ตรงกันStart delimiter & End delimiter มีความยาว 1 ไบต์ สำหรับบอกเครื่องรับ ระบุจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเฟรม ดังนั้นจึงไม่มี Frame length บอกความยาวของ DataSource address and Destination address คือ ที่อยู่ของผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้รับ มีขนาดอย่างละ 6 ไบต์ IEEE เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดที่อยู่สากล (global address) ซึ่งมีขอบเขตการใช้งานได้ทั่วโลก Data มีความยาว 0-8182 ไบต์ คือข้อมูลที่รับจากชั้น LLCChecksum มีขนาด 4 ไบต์ มีไว้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่รับได้ ถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้นในระหว่างการนำส่งข้อมูลในส่วนนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดพลาดนี้ได้ เช่นCRC (Cyclic redundancy) ส่วนประกอบของเฟรมข้อมูลของ IEEE 802.5
ลักษณะของเฟรมข้อมูลที่ไม่มีการส่งข้อมูล แสดงดังรูป (a) เรียกว่า Token มีความยาว 3 ไบต์ วิ่งวนอยู่ในเครือข่าย เมื่อสถานีใดต้องการส่งข้อมูลจะจับโทเคนโดยการเปลี่ยนบางบิตของไบต์ควบคุมการเข้าวงแหวน (Access Control) จากค่า 0 เป็น 1 ซึ่งก็จะทำให้โทเคนกลายเป็นส่วนเฮดเดอร์ของเฟรมข้อมูล และเฟรมStart delimiter & End delimiter มีความยาว 1 ไบต์ สำหรับบอกเครื่องรับ ระบุจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเฟรม
Access control ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ
1. Priority กำหนดความสำคัญของเฟรม หรือเลขความสำคัญของโหนดในวง
2. Token ระบุว่าเฟรมดังกล่าวเป็น Token หรือเฟรมข้อมูล
3. Monitor สำหรับกำหนดเวลาป้องกัน เฟรมหายไปจากวง
4. Reserve สำหรับจอง Token เมื่อใดที่ Token ว่างลง
Frame control ใช้ระบุประเภทของสิ่งที่อยู่ในส่วน Data ว่าเป็นคำสั่งควบคุมหรือข้อมูล
Source address and Destination address คือ อยู่ของผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้รับ มีขนาดอย่างละ 6 ไบต์ IEEE เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดที่อยู่สากล (global address) ซึ่งมีขอบเขตการใช้งานได้ทั่วโลก Data มีความยาว 0-4500 ไบต์ คือข้อมูลที่รับจากชั้น LLC Checksum มีขนาด 4 ไบต์ มีไว้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่รับได้ ถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้นในระหว่างการนำส่งข้อมูลในส่วนนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดพลาดนี้ได้ เช่น CRC (Cyclic redundancy)
บทที่ 6 ITIL (Information Technology Infrastructure Library)
ประโยชน์ของ ITIL
ประโยชน์ของ ITIL นั้น จากการศึกษาพบว่ากรณีที่มีการนำ ITIL มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ เน้นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้คุณประโยชน์หลักของ ITIL คือการทำให้เกิดการจัดระบบการทำงานของหน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทัง�� การบริหารจัดการวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานที่แตกต่างกันหลายระดับให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้เกิดความคล่องตัว และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งITIL จึงถูกใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและพบอีกว่าสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ITIL เป็นระเบียบวิธีการที่ใช้เพื่อบริหารจัดการในด้านการให้บริการของหน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ พัฒนาขึ้นโดย OGC (Office of Government Commerce) ซึ่งเป็นสานักงานหรือองค์กรของรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร ITIL ได้รับการสนับสนุนโดยการตีพิมพ์ การพิสูจน์คุณภาพ ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ ITIL ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแผนงานหรือแผนแม่บทในการจัดบริหารจัดการเกี่ยวกับการให้บริการของ IT
ITIL Version 3 ปัจจุบัน ITIL ได้สร้างประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ คือ การมอบแนวทางต้นแบบสำหรับการพัฒนาITSM ที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ โดย ITIL จะให้หลักประกันในการรักษาระดับการให้บริการตามข้อตกลง (Service-level agreements, SLAs) ขององค์กร เพื่อให้กระบวนการที่ประกันถึงความสอดคล้องระหว่างไอทีและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลตอบแทนจาการลงทุน (ROI) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรและปัจจัยทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการขึ้นที่ดีที่สุดก็ยังต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ส่วนของITIL ก็ต้องปรับปรุงเช่นเดียวกัน โดยในเวอร์ชัน 3 ของ ITIL หรือที่รู้จักในชื่อ "ITIL Refresh" ได้ปรับปรุงการออกแบบเพื่อองค์กรนำไปใช้ได้เร็วและง่ายกว่าเดิมเพิ่มการปรับเปลี่ยนที่ดีกว่า และปรับปรุงเพื่อมุ่งกระบวนการบริหารงานบริการ ให้เกิดความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน คุณสมบัติที่เพิ่มใน ITIL V3 ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินงานของ ITSMเดิมที่มีอยู่ในองค์กร ได้แก่ การปรับปรุงในด้านของวงจรชีวิตของการบริการ มูลค่าทางธุรกิจความสอดคล้อง การเชื่อมโยงเข้ากับต้นแบบและมาตรฐานอื่น แนวทางสำหรับธุรกิจเฉพาะด้านกลยุทธ์การให้บริการ และการบริหารจัดการความรู้ของงานบริการ บริษัท HP ในฐานะที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนา ITIL ได้มอบสิ่งสำคัญให้แก่ ITIL V3 นั้นคือ มาตรฐานคำศัพท์ใหม่ของ ITIL(ITIL Glossary) แผนที่กระบวนการ ITIL แบบรวมยอด (Integrated ITIL Process Map) และยังช่วยทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลหลักในเรื่องการดำเนินงานบริการ (Service Operations) อีกประการหนึ่งด้วย
บทที่ 7 ITIL (Information Technology Infrastructure Library)
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 รัฐบาลประเทศอังกฤษได้ตระหนักว่า คุณภาพของการให้บริการด้านไอทีนั้นยังมีไม่เพียงพอ จึงได้มีการมอบหมายให้ซีซีทีเอ (UK Government’s Central Computer and Telecommunication หรือ CCTA) ปัจจุบันเป็น โอจีซี (Office of Government Commerce หรือ OGC) และบีเอสไอ (British Standards Institution หรือ BSI) เมื่อ ปี 2000 ทำการพัฒนากรอบความรู้ขึ้น สำหรับการบริหารทรัพยากรด้านไอทีที่มีประสิทธิภาพให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยตอนเริ่มต้นนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อ ไอทิล (Information Technology Infrastructure Library หรือ ITIL) แต่ใช้ชื่อว่า จีไอทีไอเอ็มเอ็ม (Government Information Technology Infrastructure Management Method หรือ GITIMM)
ข้อแตกต่างระหว่าง Version 2 กับ Version 3 ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานที่แต่เดิม เน้นวงจรชีวิตของกระบวนการและปรับแต่งให้ IT สามารถเข้ากันได้กับธุรกิจ ไปเป็นการบริหารจัดการวงจรชีวิตของกระบวนการบริการ ที่หน่วยงานที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถให้กับหน่วยธุรกิจ หรือมีการบริหารการให้บริการเชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นคำว่า “Best Practice” หรือวิธีการทำงานเชิงปฏิบัติที่ดีที่สุด
สรุปบทที่ 1
มาตรฐาน IT องค์การมาตรฐาน
องค์การมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งองค์การที่กำหนดมาตรฐาน มีมาก เช่น ISO, ITU, IEEE, ANSI, BS, W3C, EU, CISSP, CISA, SEI…..รวมไปถึงบริษัทซึ่งก็ได้สร้างมาตรฐานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตนเองด้วย
ITIL คือ IT Infrastructure Library
เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวกับการให้บริการด้านไอทีของศูนย์คอมพิวเตอร์หรือฝ่ายไอที
ปัจจุบันได้รับความสนใจ และมีผู้นำไปใช้มาก ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีผู้สนใจศึกษาและนำไปใช้เช่นกัน
ISO คือ องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบันมีสมาชิก143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล
สรุป
การบริหารงานไอทียุคใหม่ควรอาศัยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมาตรฐานเกิดจาก best practices ที่หน่วยงานหลายแห่งใช้ แล้วนำมาพิจารณาร่วมกันว่าการปฏิบัติแบบใดดี แล้วร่างเป็นมาตรฐานขึ้นมาตรฐานสำคัญที่จำเป็น คือมาตรฐานเกี่ยวกับการให้บริการไอที (ITIL, ISO 20000 และ CMMI for Services), มาตรฐานในการพัฒนาซอฟต์แวร์ (ISO 12207, 15504, 29001 และ CMMI), มาตรฐานการรักษาความมั่นคงของไอที (BS7799, ISO27000)
สรุปบทที่ 2
IEEE คือ สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ
มาตรฐาน IEEE แบ่งออกได้ดังนี้
IEEE 802.1 การบริหารจัดการระบบเครือข่าย
IEEE 802.2 ถูกออกแบบใน LLC ไม่ต้องการให้เครื่องรู้จักกับ MAC sub layer กับ physical layer
IEEE 802.3 สำหรับเป็น โปรโตคอลมาตรฐานเครือข่าย Ethernet ที่มีอัตราเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps
IEEE 802.4 มาตรฐาน IEEE 802.4 เป็นมาตรฐานกำหนดโปรโตคอลสำหรับเลเยอร์ชั้น MAC
IEEE 802.5 เครือข่ายที่ใช้โทโปโลยีแบบ Ring
IEEE 802.6 กำหนดมาตรฐานของMANซึ่งข้อมูลในระบบเครือข่ายถูกออกแบบมาให้ใช้งานในระดับเขต
IEEE 802.7 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบ Broadband
IEEE 802.8 ใช้ให้คำปรึกษากับกลุ่มเทคโนโลยีเคเบิลใยแก้วนำแสง
IEEE 802.9 ใช้กำหนดการรวมเสียงและข้อมูลบนระบบเครือข่ายรองรับ
IEEE 802.10 ใช้กำหนดความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย
IEEE 802.11 ใช้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีสำหรับ WLAN
IEEE802.12 ใช้กำหนดลำดับความสำคัญของความต้องการเข้าไปใช้งานระบบเครือข่าย
IEEE 802.14 ใช้กำหนดมาตรฐานของสาย Modem
IEEE 802.15 ใช้กำหนดพื้นที่ของเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล
IEEE 802.16 ใช้กำหนดมาตรฐานของ Broadband แบบไร้สาย หรือ WiMAX
สรุปบทที่ 3 ตัวกลางสื่อสาร
เครือข่ายLAN โดยแยกออกเป็น 4 มาตรฐาน ได้แก่
1. มาตรฐาน 10BASE เป็นมาตรฐานซึ่งกำหนดขึ้นโดยองค์กร IEEE ใช้เป็นสายสื่อสาร
มาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลด้วยโปรโตคอล CSMA/CD
2. มาตรฐาน IEEE 802.4 IEEE 802.4 เป็นมาตรฐานของโปรโตคอลแบบ Token Bus สายสื่อสารที่ใช้เป็นมาตรฐานอยู่ 3 แบบคือ
สาย Broadband เป็นสายโคแอกเชียล สำหรับการส่งสัญญาณแบบบรอดแบนด์ สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วต่างกันคือ 1, 5 และ 10 เมกะบิตต่อวินาที สำหรับช่องทางซึ่งมีแบนด์วิดท์เท่ากับ 1.5, 6 และ 12 MHz ตามลำดับ ในสายสื่อสารเดียว
3. มาตรฐาน IEEE 802.5 คือ สายเกลียวคู่แบบมีชีลด์
มี 2 อัตราเร็วของการส่งข้อมูลคือ 1 และ 4 Mbps สำหรับเครือข่าย LAN แบบ Token-Ring
อีกมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันคือมาตรฐานของ IBM ซึ่งมีสายสื่อสารให้เลือก 2 แบบ คือ
- สายเกลียวคู่แบบไม่มีชีลด์ อัตราเร็ว 1 และ 4 Mbps
- สายเกลียวคู่ แบบมีชีลด์ อัตราเร็ว 16 Mbps
4. มาตรฐาน FDDI เป็นสายมาตรฐานสำหรับโปรโตคอลแบบ FDDI (Fiber Distributed Data Interface) ซึ่งเป็นโปรโตคอลสำหรับเครือข่าย LAN แบบ Token-Ring เช่นกัน โดยมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลถึง100 Mbps
สรุป
คลื่นไมโครเวฟถูกใช้สำหรับการสื่อสารแบบยูนิคาสต์ (unicast) เช่น โทรศัพท์แบบเซลลูล่าร์ เครือข่ายดาวเทียม และแลนแบบไร้สาย(wireless LANs สัญญาณอินฟราเรดสามารถใช้สำหรับการสื่อสารช่วงสั้น ๆ (short-range communication) ในบริเวณปิดโดยใช้การแพร่สัญญาณแบบแนวสายตา (line-of sight propagation)
บทที่ 4เครือข่าย Ethernet (IEEE 802.3)
มาตรฐาน IEEE 802.3 ออกแบบมาสำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบ CSMA/CD ต้นกำเนิดของมาตรฐานนี้มาจากระบบอะโลฮ่า (Aloha) ซึ่งได้รับการเพิ่มขีดความสามารถโดยบริษัท Xerox เริ่มมาจากบริษัทXerox ได้สร้างระบบเครือข่ายเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 100 เครื่องในบริษัท โดยมีความยาวของเครือข่ายได้ถึง 1กิโลเมตร และมีอัตราในการส่งข้อมูลถึง 2.94 Mbps ระบบนี้เรียกว่า อีเทอร์เน็ต (Ethernet)
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ มาตรฐาน IEEE 802.3 ได้กำหนดไว้ สำหรับการสื่อสารแบบ CSMA/CD บนสายสื่อสารชนิดต่างๆ เช่น กำหนดค่าตัวแปรไว้สำหรับสื่อสารที่ความเร็ว 10 Mbps บนสายโคแอกซ์ (Coaxial ) ขนาด50 โอห์มเท่านั้น ค่าตัวแปรสำหรับตัวเลือกอื่นๆ ได้รับการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง IEEE 802.3 Ethernetสำหรับมาตรฐาน 802.3 จะอธิบายถึง LAN ทั้งหมดที่ใช้หลักการของ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection) ที่มีอัตราการส่งข้อมูลตั้งแต่ 1 Mbps ถึง 100 Mbps และใช้สายส่งชนิดต่างๆ นอกจากนี้มาตรฐาน IEEE 802.3 และอีเทอร์เน็ตยังมีบางส่วนของส่วนหัวของข้อมูล (Header) แตกต่างกันบ้าง (ฟิลด์ความยาวของ IEEE 802.3 ถูกใช้บ่งบอกชนิดของ Packet ในมาตรฐานอีเทอร์เน็ต)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามาตรฐาน IEEE 802.3 จะอธิบายถึง LAN ที่ใช้วิธีส่งข้อมูลแบบ CSMA/CD ส่วนอีเทอร์เน็ตนั้นจะหมายถึงผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งของแลนแบบ IEEE 802.3
IEEE แบ่ง IEEE 802.3 เป็น 2 กลุ่มคือ baseband และ broadband พิจารณาจากลักษณะของสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งลงไปในสาย Baseband ใช้สัญญาณแบบ digital สำหรับสื่อสารในสาย มี 5 มาตรฐานคือ 10Base5, 10Base2, 10Base-T, 1Base5 และ 100Base-T Broadband ใช้สัญญาณแบบ analog สำหรับสื่อสารในสาย มีมาตรฐานเดียวคือ 10Broad36
10Base5: Thick Ethernet แต่ละเซกเมนต์ยาวไม่เกิน 500 เมตร ความยาวรวมทุกเซกเมนต์ไม่เกิน 2500 เมตร
มีจำนวนเครื่องสูงสด 200 เครื่องในแต่ละเซกเมนต์ และทั้งหมดไม่เกิน 1000 เครื่อง ใช้สาย RG-8 เป็นสายหลักของเซกเมนต์ การต่อไปยังเครื่องใช้ Transceiver ต่อออกจากสายหลัก หรือเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า Medium Attachment Unit (MAU) ใช้สาย AUI ต่อจาก MAU ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
บทที่ 5เครือข่าย Token Bus และ Token Ring
การทำงานและหน้าที่ของ MAC ในรูปแบบ Token passing ส่วนประกอบของเฟรมข้อมูลของ IEEE 802.4
Preamble มีความยาว 1 ไบต์ แต่ละไบต์จะมีข้อมูลเหมือนกันหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับได้มีโอกาสรู้และเทียบสัญญาณนาฬิกาของตนเองกับผู้ส่งให้ตรงกันStart delimiter & End delimiter มีความยาว 1 ไบต์ สำหรับบอกเครื่องรับ ระบุจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเฟรม ดังนั้นจึงไม่มี Frame length บอกความยาวของ DataSource address and Destination address คือ ที่อยู่ของผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้รับ มีขนาดอย่างละ 6 ไบต์ IEEE เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดที่อยู่สากล (global address) ซึ่งมีขอบเขตการใช้งานได้ทั่วโลก Data มีความยาว 0-8182 ไบต์ คือข้อมูลที่รับจากชั้น LLCChecksum มีขนาด 4 ไบต์ มีไว้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่รับได้ ถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้นในระหว่างการนำส่งข้อมูลในส่วนนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดพลาดนี้ได้ เช่นCRC (Cyclic redundancy) ส่วนประกอบของเฟรมข้อมูลของ IEEE 802.5
ลักษณะของเฟรมข้อมูลที่ไม่มีการส่งข้อมูล แสดงดังรูป (a) เรียกว่า Token มีความยาว 3 ไบต์ วิ่งวนอยู่ในเครือข่าย เมื่อสถานีใดต้องการส่งข้อมูลจะจับโทเคนโดยการเปลี่ยนบางบิตของไบต์ควบคุมการเข้าวงแหวน (Access Control) จากค่า 0 เป็น 1 ซึ่งก็จะทำให้โทเคนกลายเป็นส่วนเฮดเดอร์ของเฟรมข้อมูล และเฟรมStart delimiter & End delimiter มีความยาว 1 ไบต์ สำหรับบอกเครื่องรับ ระบุจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเฟรม
Access control ประกอบด้วย 4 ส่วนคือ
1. Priority กำหนดความสำคัญของเฟรม หรือเลขความสำคัญของโหนดในวง
2. Token ระบุว่าเฟรมดังกล่าวเป็น Token หรือเฟรมข้อมูล
3. Monitor สำหรับกำหนดเวลาป้องกัน เฟรมหายไปจากวง
4. Reserve สำหรับจอง Token เมื่อใดที่ Token ว่างลง
Frame control ใช้ระบุประเภทของสิ่งที่อยู่ในส่วน Data ว่าเป็นคำสั่งควบคุมหรือข้อมูล
Source address and Destination address คือ อยู่ของผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้รับ มีขนาดอย่างละ 6 ไบต์ IEEE เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดที่อยู่สากล (global address) ซึ่งมีขอบเขตการใช้งานได้ทั่วโลก Data มีความยาว 0-4500 ไบต์ คือข้อมูลที่รับจากชั้น LLC Checksum มีขนาด 4 ไบต์ มีไว้สำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่รับได้ ถ้าเกิดการผิดพลาดขึ้นในระหว่างการนำส่งข้อมูลในส่วนนี้จะช่วยให้ตรวจพบความผิดพลาดนี้ได้ เช่น CRC (Cyclic redundancy)
บทที่ 6 ITIL (Information Technology Infrastructure Library)
ประโยชน์ของ ITIL
ประโยชน์ของ ITIL นั้น จากการศึกษาพบว่ากรณีที่มีการนำ ITIL มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ เน้นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้คุณประโยชน์หลักของ ITIL คือการทำให้เกิดการจัดระบบการทำงานของหน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทัง�� การบริหารจัดการวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานที่แตกต่างกันหลายระดับให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้เกิดความคล่องตัว และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งITIL จึงถูกใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและพบอีกว่าสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ITIL เป็นระเบียบวิธีการที่ใช้เพื่อบริหารจัดการในด้านการให้บริการของหน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ พัฒนาขึ้นโดย OGC (Office of Government Commerce) ซึ่งเป็นสานักงานหรือองค์กรของรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร ITIL ได้รับการสนับสนุนโดยการตีพิมพ์ การพิสูจน์คุณภาพ ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ ITIL ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาแผนงานหรือแผนแม่บทในการจัดบริหารจัดการเกี่ยวกับการให้บริการของ IT
ITIL Version 3 ปัจจุบัน ITIL ได้สร้างประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ คือ การมอบแนวทางต้นแบบสำหรับการพัฒนาITSM ที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ โดย ITIL จะให้หลักประกันในการรักษาระดับการให้บริการตามข้อตกลง (Service-level agreements, SLAs) ขององค์กร เพื่อให้กระบวนการที่ประกันถึงความสอดคล้องระหว่างไอทีและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลตอบแทนจาการลงทุน (ROI) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรและปัจจัยทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการขึ้นที่ดีที่สุดก็ยังต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ส่วนของITIL ก็ต้องปรับปรุงเช่นเดียวกัน โดยในเวอร์ชัน 3 ของ ITIL หรือที่รู้จักในชื่อ "ITIL Refresh" ได้ปรับปรุงการออกแบบเพื่อองค์กรนำไปใช้ได้เร็วและง่ายกว่าเดิมเพิ่มการปรับเปลี่ยนที่ดีกว่า และปรับปรุงเพื่อมุ่งกระบวนการบริหารงานบริการ ให้เกิดความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน คุณสมบัติที่เพิ่มใน ITIL V3 ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินงานของ ITSMเดิมที่มีอยู่ในองค์กร ได้แก่ การปรับปรุงในด้านของวงจรชีวิตของการบริการ มูลค่าทางธุรกิจความสอดคล้อง การเชื่อมโยงเข้ากับต้นแบบและมาตรฐานอื่น แนวทางสำหรับธุรกิจเฉพาะด้านกลยุทธ์การให้บริการ และการบริหารจัดการความรู้ของงานบริการ บริษัท HP ในฐานะที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนา ITIL ได้มอบสิ่งสำคัญให้แก่ ITIL V3 นั้นคือ มาตรฐานคำศัพท์ใหม่ของ ITIL(ITIL Glossary) แผนที่กระบวนการ ITIL แบบรวมยอด (Integrated ITIL Process Map) และยังช่วยทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลหลักในเรื่องการดำเนินงานบริการ (Service Operations) อีกประการหนึ่งด้วย
บทที่ 7 ITIL (Information Technology Infrastructure Library)
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 รัฐบาลประเทศอังกฤษได้ตระหนักว่า คุณภาพของการให้บริการด้านไอทีนั้นยังมีไม่เพียงพอ จึงได้มีการมอบหมายให้ซีซีทีเอ (UK Government’s Central Computer and Telecommunication หรือ CCTA) ปัจจุบันเป็น โอจีซี (Office of Government Commerce หรือ OGC) และบีเอสไอ (British Standards Institution หรือ BSI) เมื่อ ปี 2000 ทำการพัฒนากรอบความรู้ขึ้น สำหรับการบริหารทรัพยากรด้านไอทีที่มีประสิทธิภาพให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยตอนเริ่มต้นนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อ ไอทิล (Information Technology Infrastructure Library หรือ ITIL) แต่ใช้ชื่อว่า จีไอทีไอเอ็มเอ็ม (Government Information Technology Infrastructure Management Method หรือ GITIMM)
ข้อแตกต่างระหว่าง Version 2 กับ Version 3 ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานที่แต่เดิม เน้นวงจรชีวิตของกระบวนการและปรับแต่งให้ IT สามารถเข้ากันได้กับธุรกิจ ไปเป็นการบริหารจัดการวงจรชีวิตของกระบวนการบริการ ที่หน่วยงานที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถให้กับหน่วยธุรกิจ หรือมีการบริหารการให้บริการเชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นคำว่า “Best Practice” หรือวิธีการทำงานเชิงปฏิบัติที่ดีที่สุด